quote-left.png
ปลดล็อค...กัญชาทางการแพทย์เสรี

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
quote-right.png
สธ. ยืนยันเจตนารมณ์ประกาศปลดล็อคสารสกัดกัญชากัญชง ตามคุณสมบัติที่กำหนด และบางส่วนของพืชกัญชง เพื่อประโยชน์ชาติ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

activity-25620902_01.jpg

สธ. แจงออกประกาศกระทรวงฯ ยกเว้นสารสกัดจากกัญชา-กัญชง ตามคุณสมบัติที่กำหนด และบางส่วนของพืชกัญชง ไม่ต้องถูกควบคุมเป็นยาเสพติดในประเภท 5 เปิดทางให้ใช้ในอุตสาหกรรมยา สมุนไพร อาหารและเครื่องสำอาง เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศ ใช้ประโยชน์จากกัญชงนอกเหนือจากเส้นใย หวังเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ นำรายได้เข้าประเทศ

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า รัฐบาลเห็นความสำคัญของกัญชาและกัญชง ซึ่งแม้จะเป็นพืชที่ถูกควบคุมเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ แต่เนื่องจากในพืชทั้งสองชนิดนี้มีสารสำคัญหลายชนิด ที่สำคัญคือ สารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล หรือ THC ซึ่งมีประโยชน์ทางการแพทย์แต่ก็มีฤทธิ์ที่ก่อให้เกิดผลต่อจิตและประสาท และสารแคนนาบิไดออล หรือ CBD ที่มีประโยชน์ทางการแพทย์มากแต่ไม่มีผลต่อจิตและประสาท ซึ่งพืชกัญชง (Hemp) กฎหมายในปัจจุบันเอื้อให้มีการใช้ประโยชน์จากเส้นใยเป็นหลัก และในระยะ 3 ปีแรกก็มีเฉพาะหน่วยงานของรัฐเท่านั้นที่จะขออนุญาตได้ ซึ่งเห็นว่าไม่เพียงพอ จึงเปิดกว้างเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์จากส่วนอื่นให้คุ้มค่า และต้องให้ประชาชน เกษตรกร สามารถขออนุญาตได้ด้วย เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร รวมทั้งเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจ สามารถปลูกและนำไปผลิตในอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง สมุนไพร ยา นำรายได้เข้าสู่ประเทศ สธ. จึงได้ออกประกาศฯ ยกเว้นสารสกัดในกัญชงและกัญชา รวมทั้งบางส่วนของพืชกัญชงให้ไม่ต้องถูกควบคุมเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 จากเดิมที่มีการยกเว้นเฉพาะเปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง เส้นใยแห้ง ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่า รัฐบาลมีความตั้งใจจริงที่จะพัฒนาให้พืชกัญชาและพืชกัญชงเป็นพืชที่สร้างมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้กับประชาชน และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมจากสมุนไพรไทยไปพร้อมกับการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยา เข้าถึงการรักษาที่มีมาตรฐานอย่างถ้วนหน้า

ทางด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อรองรับนโยบายในการส่งเสริมการปลูกกัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 โดยสาระสำคัญคือ กัญชาและกัญชง ยังคงการควบคุมเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 และยังต้องขออนุญาตปลูกเช่นเดิม โดยการอนุญาตต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษก่อน และมีการกำหนดชื่อกัญชงแยกกับกัญชาให้ชัดเจน เพื่อให้ง่ายต่อการกำหนดมาตรการการอนุญาต การกำกับดูแลส่งเสริมให้ปลูกกัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ในการยกเว้นการควบคุมสารสกัดกัญชาและกัญชง และบางส่วนของพืชกัญชงให้ไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เจตนาเพื่อให้มีการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยา สมุนไพร อาหาร หรือเครื่องสำอาง เพื่อนำรายได้เข้าประเทศโดยมีการยกเว้นสาร CBD บริสุทธิ์ (THC ไม่เกิน 0.01%) เนื่องจากไม่มีฤทธิ์ในการเสพติด วัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้เป็นสารมาตรฐานในห้องปฏิบัติการเท่านั้น สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์สารสกัดกัญชา กัญชง ที่มี CBD เป็นส่วนประกอบหลักและมีปริมาณ THC ไม่เกิน 0.2% ซึ่งจัดเป็นยาหรือสมุนไพร เมล็ดกัญชงหรือน้ำมันจากเมล็ดกัญชง นำไปเป็นส่วนประกอบในอาหารได้ และน้ำมันจากเมล็ดกัญชงสามารถนำไปเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางได้ ทั้งนี้ ภายในระยะ 5 ปีแรก นับแต่วันที่ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ ให้การยกเว้นนี้ใช้เฉพาะกับผู้ผลิตภายในประเทศเท่านั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศ สำหรับการนำเข้าไม่ได้ยกเว้นแต่อย่างใด ยังคงเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ซึ่งภายหลังการออกประกาศนี้ อย.จะต้องออกกฎระเบียบสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ยา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาหาร เครื่องสำอาง เพื่อให้รองรับการนำกัญชงไปใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์นั้นๆ พร้อมกันนี้ จะเสนอแก้ไขกฎกระทรวงการอนุญาตเกี่ยวกับกัญชง พ.ศ. 2559 จากเดิมที่มีบทเฉพาะกาล 3 ปี ให้เฉพาะหน่วยงานของรัฐขออนุญาตได้ เป็นเปิดกว้างให้ภาคส่วนอื่นๆ สามารถขออนุญาต และพัฒนาการปลูกกัญชงไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นนอกเหนือจากเดิมที่เน้นการใช้ประโยชน์เส้นใย ตลอดจนปรับแก้ไขการกำกับดูแล กระบวนการอนุญาตให้มีความรวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ได้มีข้อคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ และภาคประชาชน เกี่ยวกับรายละเอียดบางประการในประกาศทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะมีการประชุมร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง และเครือข่ายประชาสังคมกัญชาเพื่อการแพทย์สำหรับประชาชน เพื่อหาข้อสรุปต่อไป

จากหน่วยงาน : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เปิดดู 188 ครั้ง
วันที่ประกาศข่าว : 02 กันยายน 2562 เวลา 17:23 น.
x